๑๑๘ วันฉันรัก...ตัวเอง

posted on 24 Oct 2011 19:21 by myblackbox  in restroom
<<มาอัพในนี้เสียหน่อยหลังจากร้างลาไปเป็นปีๆ ในexteen>>
 
วันเวลาผ่านไปมากมาย หากอ่านในเอนทรี่เก่าๆ บันทึกเก่าๆ
 
ในวันนี้ก็อาจจะมีพัฒนาการคงที่ถึงถดถอย(ในการเขียนบันทึก...ไม่ค่อยอัพเล้ย)
 
ในขณะที่ตัวตนของเรา การทำงานของเราในชีวิตอาจจะก้าวไปอีกแบบ
 
เป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวันๆ ความรับผิดชอบขึ้นทุกวันๆ
 

 
ในเอนทรี่นี้ ขอโฟกัสไปที่การปฏิบัติธรรม(อย่างไม่เป็นทางการ) ถือศีล (ห้า/แปด) ๑๑๘ วัน(๔ เดือน)
 
เนื่องมาจากแรงบันดาลใจแรกคือ....
แรงบันดาลใจของเรา "พี่ชายที่แสนดี" บวชช่วงก่อนเข้าพรรษาจนกระทั่งหลังออกพรรษา
ตัวละครที่เรามักจะกล่าวถึงในเอนทรี่เก่าๆก่อนๆอยู่เสมอ 
 
ขั้นแรกต้องทบทวนเรื่องศีลที่เคยเรียนรู้มา  เมื่อจะปรับใช้กับตนเองเกิดคิดอุปมาได้ว่าเราจะทำเหมือนเครื่องบินที่ต้องหาจังหวะ take off ก่อนทะยานขึ้นไปสู่ฟ้า และจะพยายามรักษาระดับ(ศีล๘)ให้ได้ เมื่อถึงเวลา landing ก็จะค่อยๆลดระดับให้ปกติ(ศีล๕) 
 
 
วันพี่ชายบวช > วันที่เราตั้งใจเริ่มต้นวันแรก ได้พบเห็นแทบทุกขึ้นตอนสำคัญและอนุโมทนา ซึ่งเราก็ขอช่วยเหลืออยู่ไกลๆไม่ได้ปลงผมท่านแต่ก็อโหสิกรรมทุกอย่าง และแอบหวังว่าท่านคงจะอโหสิให้เราเช่นกัน ในวันนั้นเราก็เน้นถ่ายรูปงาน ช่วยงานเล็กน้อย ร่วมพิธีห่างๆ แต่ก็ร่วมจนจบงาน จนเห็นท่านในผ้ากาสาวพัสตร์นั่นแหละ ได้เคารพท่านด้วยการ "กราบ" เป็นครั้งแรก
 

อธิษฐานจิตจะตั้งมั่นในธรรม และตั้งจิตไว้ว่าขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่เป็นพระอย่างเต็มที่ในสถานะของท่าน ขอให้เราไม่รบกวนจิตใจหรือเป็นอุปสรรคต่อท่านได้

 
เดือนที่ ๑ 
  เป็นช่วงปรับตัวปรับใจพอสมควร ด้วยไม่อยากป่าวประกาศให้มากมายว่าชั้นถือศีลแปดนะจ๊ะ โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสสังคมร.ร.ที่เราทำงานอยู่ ไม่แต่งหน้าก็พอทำเนาเพราะแต่งหรือไม่แต่งก็โทรมอยู่แล้ว ส่วนไม่กินหลังเที่ยงก็ไม่ทรมานมากมาย หนักไปทางดื่มน้ำ และกินมื้อเช้าเยอะๆ ส่วนเพลง หรือสื่อบันเทิงเราก็ปิดได้ แต่ที่เปิดภายนอกก็ต้องกำหนดสติให้ทันเหมือนกัน เพราะเราไม่สามารถห้ามหรือควบคุมได้เหมือนกับสื่อที่เรามี แต่ก็ไม่อยากให้แปลกแยกจากบุคลากรในร.ร.ที่เราร่วมงาน (พิมพ์ตอนนี้ทำให้คิดถึงช่วงกินเจที่คนอื่นกินชอกัน อารมณ์คล้ายๆกันเลย แต่แอบหนักกว่าเพราะศีลแปดไม่มีเทศบาล เอ้ย เทศกาล) ทั้งยังต้องระวังและเท่าทันกิเลสที่จะเกิดเป็นระยะ เช่น เวลาสอนเด็กๆแล้วเจอพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ (โดยเฉพาะเด็กของเราเป็นเด็กพิเศษด้วย)
 
เดือนนี้ได้มีโอกาสไปเยี่ยม กราบหลวงพี่ ซึ่งดูยังไงๆท่านก็เป็นพระ (แต่งเครื่องแบบพระขึ้นนะเนี่ย ^^ อุ้ย บาปหนอๆ) ได้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ที่ท่านยกตัวอย่างประกอบได้ใจเหลือเกิน แถมเกร็ดธรรมะอีกหลายอย่างด้วย 
 
ความที่เรารู้จักท่านตอนฆราวาส รู้สึกและปฏิบัติตนแบบนึง ตอนนี้ท่านเป็นพระ เราต้องจัดวางจิต กายและวาจาให้เป็นอีกแบบที่เหมาะสม เรารับรู้สัญญา(แอบอึ้งกับคำนี้ เพราะได้คุยกับพี่เค้าตอนที่เค้าสึกแล้วเกี่ยวกับสองคำ "สัญญา-ปัญญา") ของเราที่มีอยู่เดิมแต่ก็ต้องปรับ โชคดีที่พื้นฐานจิตใจที่มีอยู่เดิมออกแนวรักเคารพในทางดีอยู่แล้วเลยปรับไม่ยากเท่าที่คิดซึ่ง ณ ตอนนี้เราโอเคแล้วนะ แต่ยังไม่วายตรงที่ขอถ่ายรูปท่านไว้ก็เพราะเรามีโอกาสแล้ว อย่างน้อยก็เป็นเครื่องระลึกว่า ณ ขณะนั้นท่านได้ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชน หน้าที่พุทธบริษัท หน้าที่ลูกผู้ชายได้อย่างครบถ้วน ซึ่งอุบาสิกาอย่างเราก็มีโอกาสดีที่ได้พบท่านในอีกสถานะหนึ่งที่สูงค่าควรเคารพ
 
ในเดือนนี้มีวันอาสาฬหบูชา+เข้าพรรษาวันนี้มีโอกาสได้อธิษฐานจิต ยังยืนยันเช่นเดิมว่าจะขอรักษาความดีและขออย่าได้มีอุปสรรคในการทำดี ทุกชาติจนกว่าจะนิพพานกันรวมไปถึงหลวงพี่ด้วย อธิษฐานมุทิตาจิตให้หลวงพี่ดำรงอยู่ในศีล เป็นเพศบรรพชิต ศึกษาธรรมได้ราบรื่น ปราศจากศัตรูหมู่มารใดใดตลอดจนถึงออกพรรษานี้
 
เดือนที่ ๒ 
เริ่มโอเค เป็นสภาวะที่ปฏิบัติได้เนียนๆขึ้น ในขณะเดียวกันงานที่ ร.ร.ก็หนักขึ้น ประกอบกับงานพระศพที่เราต้องเข้าร่วมฟังสวดเพราะทางร.ร.เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ ในเดือนนี้ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะมากขึ้นหรืออ่านเว็บธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บนี่ชัด ปกติเราจะเปิดเยอะมาก เพลงเอย หนังเอย เว็บบอร์ดเอย ฯลฯ แต่ตอนนี้ก็จะเลือกเสพสื่อที่พัฒนาตนเองได้ดีพอควร 
 
มีช่วงที่สับสวิตซ์ไปถือศีลห้าบ้างในบางวาระ เช่นพี่ๆที่ร.ร.ชวนไปกินมื้อเย็น หรือบางวันกิจกรรมการสอนข้องเกี่ยวกับบันเทิง โดยเฉพาะชุมนุมที่เรารับผิดชอบสอน เป็นชุมนุม "รำไทย" แท้ๆเลยเชียว หรือทางร.ร.พาเด็กไปดูโขนละครอีก...ในวันหยุดจึงได้ถือปฏิบัติได้เป็นระบบระเบียบกว่าเพราะเราคุมสิ่งแวดล้อม(ที่บ้าน-ห้องนอน)ได้
 
เดือนที่ ๓
งานเข้าเพิ่มเรื่อยๆ เหนื่อยๆล้าๆ แต่ก็พยายามรักษาไว้ให้คงที่ มีบางวันกลับมาถือห้าก็ปกติชน อาจจะออกแนว ๕+๑ หรือ ๒ ด้วยซ้ำ ความที่เคยชิน เช่น กินมื้อเย็นกับพี่ๆ แต่กลับบ้านก็นอนพื้น ปิดสื่ออะไรแบบนี้  แล้วก็รู้สึกว่าเห็นตัวเองในมุมมองของคนดูอารมณ์และการกระทำ"ของตัวเอง"ไวขึ้น เช่น ตอนนี้ใจเราเริ่ม panic แล้วนะ หรือเริ่มเหวี่ยงแล้วนะ ระวังๆหน่อย
 
บางช่วงแอบคิดถึงหลวงพี่บ้างเป็นระยะ จึงพยายามระลึกถึงช่วงที่ท่านเป็นพระมากกว่าเป็นฆราวาส แต่บางทีภาพในคอมพ์ที่มีก็ทำให้คิดถึงท่านในความเป็นฆราวาสเช่นกัน
 
เดือนที่ ๔
ถ้าเป็นเครื่องบินอย่างที่เคยอุปมาก็เหมือนเครื่องบินที่เตรียม landing ความที่มีเทศกาลไหว้สาร์ทจีนเอย เทศกาลกินเจ ผสมกับงานที่ร.ร.ก็ไม่มีทีท่าลดลงเพราะเด็กสอบ ครูส่งงาน แถมด้วยงานบรรพชาสามเณรของร.ร.ซึ่งเป็นงานช้างซะด้วย
 
ช่วงที่อุปัฏฐากสามเณร เราเหมือนเด็กวัด กรรมกร จึงเลือกจะถือศีลห้าเพื่อให้เหมาะแก่ตนเอง ในขณะเดียวกันก็ได้เจริญสติ เจริญเมตตา เมื่อมีโอกาส แน่นอนว่าเรายึดปฏิบัติเช่นเดิมคือแผ่เมตตา แผ่กุศลกว้างๆ ทั้งทั่วๆไป ครอบครัว ผู้มีพระคุณไปจนกระทั่งถึงบุคคลที่เรารัก แน่นอน ยังยืนยันและย้ำอุดมการณ์เดิมอย่างที่เคยทำและเคยเป็นตลอดมา
 
 
หลังจากเวลาผ่านพ้นไปร่วม ๔ เดือน ก็ประมาณ ๑๑๘ วัน เครืองบินลำนี้อาจจะมีตกหลุมอากาศไปบ้าง แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างว่า

 
ในอดีตกับความรักที่มีต่อพี่ชายใน ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา...แม้จะพยายามใช้สมองกำกับหัวใจว่าเรารักแบบไม่หวังผล...
 
ทว่าในตัวหนังสือ(เมื่อก่อน)และส่วนลึกในหัวใจก็จะมีความรู้สึกที่แอบเพ้อพกไปบ้าง พ้อกันไปบ้าง เรียกว่าดูตัวหนังสือแล้วจะได้ยินน้ำเสียงเราแอบท้อๆ ตัดพ้อเลยทีเดียว
 
 แต่ตอนนี้รู้สึกเบิกบานจริงๆ  (ไม่ใช่กระดี๊กระด๊านะ) เย็นๆน่ะ ไม่คาดหวัง จริงๆ  มิใช่เพียงแค่ความ"พยายาม" ที่จะรักแบบอยากรู้ อยากเห็น อยากเข้าไปอยู่ในชีวิตเขา รวมทั้งความรู้สึกที่เคยตั้งคำถามจำพวก "ทำไมเค้าไม่โทร.หาเรา" "เมื่อไหร่เขาจะติดต่อมา" "เมื่อไหร่เขาจะชัดเจน(ไม่ว่าจะแง่ปฏิเสธหรือยอมรับ) ฯลฯ" 
 
รู้สึกเป็น "อิสระ" อย่างประหลาด
 
คือถ้าถาม ณ ตอนนี้พี่เค้าจะใช้ชีวิตอะไรของเค้าก็ปล่อยให้เป็นไป(จริงๆนะ)ไม่ใช่แค่พยายาม "บอก" หรือ "หลอก" ตัวเอง อย่างที่ผ่านมา เราส่งความห่วงใยจากทางนี้พอ 
 
 
กับ ๑๑๘ วัน ครบบททดสอบกำลังใจ อาจไม่ราบรื่นนัก และจากแรงบันดาลใจที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็ทำให้เรารู้ว่าคนที่จะได้จริงๆก็คือ "ตัวเรา" เองน่ะแหละ เพราะเราจะ "รู้ทัน รู้จัก รู้ใจ รู้การกระทำ" ของเราเอง และพบว่าแสดงความรักแบบนี้มีค่าต่อตนและคนที่เรารักมากกว่าเยอะ
 
 
ปอลอ - ข้อความบางส่วนก๊อปแปะมาจากบันทึกระหว่างปฏิบัติ (ตัวหนังสือสีฟ้า) เพื่อให้ได้อรรถรสและความรู้สึก--เทียบกับช่วงความคิดในช่วงเวลานั้นๆ